ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


            เมื่อเอ่ยคำว่า “ซีร็อกซ์” คนทั่วไปมักจะหมายถึง “การถ่ายเอกสาร” หรือ “เครื่องถ่ายเอกสาร” มากกว่าที่จะหมายถึง “เครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อซีร็อกซ์” เช่นเดียวกับที่ มาม่า มักหมายถึง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในขณะที่ แฟ๊บ หมายถึง ผงซักฟอก และแฟซ่า หมายถึง แชมพู

135556

            ปรากฏการณ์ที่ “ยี่ห้อแรกอันโด่งดัง” กลายมาเป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียก “สินค้าประเภทเดียวกันทั้งหมวด” ก็เกิดขึ้นในแวดวงธรรมาภิบาลเช่นเดียวกัน เมื่อ “เอนรอน” กลายเป็นชื่อที่มีความหมายมากไปกว่า “เอนรอน ยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกาที่ล้มหายตายจากไปเพราะขาดธรรมาภิบาล” กลายเป็นศัพท์ทั่วไปที่หมายถึง “กิจการขนาดใหญ่ชั้นดีที่ขาดธรรมาภิบาล และสร้างความเสียหายอย่างมโหฬารแก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม”             ดังนั้น Guangxia (Yinchuan) Industry บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จีน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหุ้นชั้นดี (Blue Chip) แต่เบื้องหลังแอบปลอมแปลงสัญญาซื้อขายและตัวเลขส่งออก รวมถึงตัวเลขกำไรบริษัทลูกที่ชื่อ Tianjin ให้สูงเกินจริง เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน เพื่อที่จะทำให้งบการเงินรวมของบริษัทดูดี สมกับเป็นบริษัทดาวรุ่งแห่งจีนรวมตัวเลขกำไรที่ไม่มีอยู่จริงมากกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งการค้นพบดังกล่าวทำให้ผู้บริหารหลายคนที่เกี่ยวข้องถูกจับดำเนินคดี บริษัทถูกฟ้องร้องจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ตรวจสอบงบของบริษัทก็ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ยังไม่รวมผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของจีนลดลงมากกว่าร้อยละ 40 จาก 2,200 เหลือเพียง 1,400 ในช่วงเวลาเพียง 18 เดือน จึงทำให้ Guangxia ได้รับฉายาว่าเป็น “เอนรอนแห่งจีน” อย่างเต็มภาคภูมิ...โดยไม่น่าภาคภูมิใจ             ส่วน Satyam Computer Service ยักษ์ใหญ่ไอทีอันดับ 4 แห่งตลาดหลักทรัพย์ของอินเดีย ก็ไม่น้อยหน้า ในฐานะบริษัทชั้นดีที่เป็นแบบอย่างของความสำเร็จแห่งการเติบโตในอินเดียซึ่งได้รับรางวัลมากมายทั้งด้านนวัตกรรมและด้านความน่าเชื่อถือของบริษัท แต่ภายใน 1 ปี หลังจากคว้าหลายรางวัลเป็น “เอนรอนแห่งอินเดีย”  จากการปั้นแต่งตัวเลขรายได้กำไร และสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง รวมกันเกือบ 50,000 ล้านบาท และส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อินเดียตกถึงร้อยละ 7 ทันที ในวันที่จดหมายสารภาพเรื่องการฉ้อโกงจากประธานบริษัทถูเผยแพร่ และยังคงตกต่อเนื่องลงไปถึงร้อยละ 13 ในช่วงระยะ 1 เดือนถัดมา             ปรากฏการณ์ข้างต้น ในด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า “เอนรอน” กลายเป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียกการฉ้อโกงของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนและส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า ความอ่อนแอในด้านการควบคุมภายใน และระบบธรรมาภิบาล ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่พบได้ในหลายประเทศ และถือเป็นประเด็นที่น่าห่วงมากเป็นพิเศษใน “กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเติบโตเร็ว” โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่มีประชากรรวมกันประมาณ 2,400 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก และถือเป็น 2 เครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า โดยคาดว่า 2 ประเทศนี้จะเป็นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 3 ของโลกในไม่กี่ปีข้างหน้า  เจาะลึกธรรมาภิบาลในจีน             อันที่จริงพัฒนาการของธรรมาภิบาลในจีนเข้าลักษณะ “วัวหายล้อมคอก” ไม่ต่างอะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยต้องเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจของจีนถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เพิ่งเริ่มรับเอาแนวทางของ “ทุนนิยม” เข้าสู่ระบบการค้าและการลงทุนโดยแม้จะเพิ่งจะก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นในปี 2533 แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถทะยานขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำในเอเชีย โดยบริษัทที่เข้าจดทะเบียนส่วนใหญ่ก็คือรัฐวิสาหกิจที่แปรสภาพจากหน่วยงานของรัฐไปเป็นเอกชนผ่านการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจ             แต่การก้าวกระโดดของตลาดหลักทรัพย์โดยปราศจากการกำกับด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ชัดเจนกลับกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้ผู้บริหารของบริษัทเข้าใจไปว่า สามารถทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมไปถึง “การตกแต่ง” ตัวเลขยอดขายและกำไร เพื่อให้โดนใจนักลงทุนโดยไม่ได้คำนึงว่าเป็น “การหลอกลวง” ที่จะสร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ             ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหลังจากการค้นพบกรณี Guangxia ไม่นาน ก็พบเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับอีกหลายบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์จีน ไม่ว่าจะเป็น Sanjiu Phamaceutical ที่ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์บริษัทไปมากกว่า 13,500 ล้านบาท เพื่อประโยชน์ของพันธมิตรธุรกิจของผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม Yin Guang Xia ที่ตกแต่งกำไรสูงเกินจริงเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน รวมมูลค่ากว่า 4,200 ล้านบาท ในขณะที่ Lantian และ Shen Tai Agriculture ต่างก็รายงานกำไรสูงเกินจริง ไปมากกว่า 2,700 ล้านบาท ส่วน ZhengZhou Baiwen ตกแต่งกำไรให้สูงเกินจริงกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังคงแต่งตัวเลขกำไรต่อเนื่องไปอีก 3 ปี รวมกำไรเกินจริงกว่า 800 ล้านบาท ยังไม่รวม Macat Optics Electronics ตกแต่งตัวเลขรายได้สูงเกินจริงไปเกือบ 1,800 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงเกินจริงไปมากกว่า 500 ล้านบาท และแน่นอนที่ไล่เรียงมาข้างต้นก็เป็นแต่เพียง “บางส่วน” ของปัญหาที่เป็นข้าวครึกโครมเพราะเป็นเหตุที่เกิดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต่างก็เข้าลักษณะของที่มีความเป็น “เอนรอน” อยู่ในพฤติกรรมทั้งสิ้น             เหตุการณ์ทั้งหมดข้างต้นต่างก็เกิดขึ้นในช่วงปี 2544 – 2545 ส่งผลให้คณะกรรมการกำกับตาลาดหลักทรัพย์ของจีน (China Securities Regulatory Commission : CSRC) ลุกขึ้นมาประกาศใช้ “หลักธรรมาภิบาลสำหรับบริษัทจดทะเบียนในจีน (Code of Corporate Governance of Listed Companies in China)” ในปี 2545 เพื่อเรียกคืนความมั่นใจจากนักลงทุน และป้องปราบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก             การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความพยายามในการลดอำนาจของผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากที่ควบคุมผู้บริหารและกรรมการบริษัท โดยกำหนดให้มีการแต่งตั้ง “กรรมการอิสระ” จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของคณะกรรมการและห้ามเป็นกรรมการอิสระเกิน 5 บริษัทในเวลาเดียวกัน เนื่องจากต้องการให้ทำหน้าที่สำคัญๆ เช่น การดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย ให้ความเห็นชอบรายการระหว่างกันที่สำคัญๆ ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน (Major related-party transactions) รวมทั้งหน้าที่เป็นประธานในคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหาผู้บริหาร และคณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่มาเป็นกรรมการอิสระยังต้องได้รับความเห็นชอบเรื่อง “ความเป็นอิสระ” จาก CSRC ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นรวมทั้งต้องประกาศคุณสมบัติของกรรมการอิสระทางหน้าหนังสือพิมพ์และห้ามทำหน้าที่กรรมการอิสระนานเกินกว่า 6 ปี ในแต่ละบริษัทอีกด้วย

135706

            นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างของกรรมการ ความพยายามสำคัญยังมุ่งไปที่การปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีให้สอดรับกับมาตรฐานการบัญชีนานาชาติ การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสรวมทั้งการสร้างความพร้อมรับผิด (Accountability) ในกลุ่มของกรรมการและผู้บริหาร แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็ยังคงเป็นเรื่อง “ความน่าเชื่อถือ” ของระบบธรรมาภิบาลในจีน เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่าจีนยังขาดความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งยังขาดวัฒนธรรมในด้านธรรมาภิบาลในวงกว้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และแม้จะมีการประกาศใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างเป็นทางการในจีนมาถึงหนึ่งทศวรรษแล้วก็ตาม             ล่าสุด ผลการสำรวจพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนธรรมาภิบาลของ 100 บริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีนดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย จากร้อยละ 63.1 ในปี 2554 มาเป็นร้อยละ 65.9 ในปี 2555 แต่ลักษณะสำคัญที่พบก็คือ การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลใน 6 ด้านของบริษัท 100 บริษัทใหญ่ยังมีความแตกต่างกันอย่างมาก และยังไม่อาจสร้างความความมั่นใจได้ว่าธรรมาภิบาลจะกลายเป็นแนวปฏิบัติที่สม่ำเสมอสำหรับทุกบริษัทได้ในระยะเวลาอันใกล้             นอกจากนี้ยังมีนักวิเคราะห์บางรายตั้งคำถามว่า “เอนรอน” รายต่อไปจะเป็นธนาคารใหญ่ของจีน ซึ่งได้แก่ Bank of China, China Construction Bank, Industrial and Commercial Bank of China และ Agricultural Bank of China หรือไม่ เพราะธนาคารเหล่านี้รายงานผลกำไร “สูงเกินคาด” ติดต่อกันทุกไตรมาสตลอดปี 2555 โดยต้องไม่ลืมว่าหากภาคธนาคารล้มเนื่องจากการแต่งบัญชีและปกปิดรายการทางการเงินที่สำคัญก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบของจีน และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งโลกอย่างแน่นอน             นักวิเคราะห์บางรายก็ไปไกลถึงขั้นตั้งคำถามว่า “จีน คือ เอนรอนรายต่อไปหรือไม่”   โดยมีนัยต่อความน่าเชื่อถือของการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งระบบในประเทศจีนว่าอาจไม่ต่างอะไรกับ “แชร์ลูกโซ่” ที่สุดท้ายก็จบลงด้วยความเจ็บปวดอย่างแน่นอน และที่สำคัญคนที่ตั้งคำถามนี้ก็คือ James Chanos ผู้จัดการกองทุนที่ค้นพบความผิดปกติใน “เอนรอน” เป็นคนแรกๆ นั่นเอง             ดังนั้น ความยั่งยืนของการเติบโตในจีนที่ขับเคลื่อนการเติบโตของโลกนั้นจึงขึ้นอยู่กับพลังธรรมาภิบาลที่จะกำกับการดำเนินการทั้งในระดับบริษัทและในระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งน่าเป็นห่วงไม่น้อยเพราะมีการศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากที่ออกมาระบุปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่ต้องเร่งแก้ไขในจีน ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการเติบโตทั้งของจีนและโลก รวมถึงการสูญเสียโอกาสการเป็นผู้นำให้กับประเทศในกลุ่มเติบโตเร็วกลุ่มเดียวกันอย่างอินเดียที่มีแนวโน้มว่า “อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ” จะแซงหน้าจีนได้ภายใน 1 – 3 ปีข้างหน้า  ธรรมาภิบาลในอินเดีย             พัฒนาการด้านธรรมาภิบาลในอินเดียดูจะแตกต่างจากจีนและประเทศในฝั่งตะวันตก เนื่องจากอินเดียเริ่มขับเคลื่อนธรรมาภิบาลด้วยปัจจัยเชิงบวก ซึ่งได้แก่ความต้องการในการดึงดูนักลงทุนสถาบันทั้งจากในและนอกประเทศเพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เริ่มต้นประมาณปี 2534 โดยมีการตั้งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (Securities & Exchange Board of India: SEBI) ขึ้นในปี 2535 ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการสร้างกติกาและวัฒนธรรมด้านธรรมาภิบาลในกลุ่มบริษัทต่างๆ ของอินเดีย             อย่างไรก็ตาม ความพยายามขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งแรกกลับเกิดขึ้นจากภาคเอกชน โดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII) ในปี 2541 ได้ออกหลักธรรมาภิบาลที่พึงปรารถนา (Desirable Corporate Governance: A Code) ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติแบบสมัครใจสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และได้รับความสนใจวงกว้าง ทำให้ SEBI และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพจริงจัง โดยใช้กระบวนการในแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร คือมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่ได้มาตรฐานสากลแต่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของอินเดียซึ่งรวมถึงการนำหลัก “ธรรมะ” มาประสมประสานใช้ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาลในอินเดีย เนื่องจากเป็นความคิดความเชื่อที่อยู่ในวัฒนาธรรมอินเดียมายาวนาน จนได้ผลลัพธ์หลักเป็น “มาตรา 49” ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล 8 ด้านหลัก โดยบรรจุไว้ในระเบียบกำกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และหากบริษัทไม่ปฏิบัติตามมาตรา 49 ก็อาจถูถอดถอนออกจากตลาดฯ รวมทั้งอาจถูกปรับได้ด้วย

Untitled-1

            การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลด้วยเหตุผลในเชิงความต้องการที่เป็นปัจจัยเชิงบวกภายใต้การริเริ่มและร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลทำให้คะแนนด้านธรรมาภิบาลของอินเดียอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชียมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ของ Satyam ในปี 2552 ของอินเดียในปีถัดมา คือปี 2553 ตกจากอันดับ 3 มาอยู่ที่อันดับ 7 (ซึ่งต่ำกว่าไทย และเท่ากับจีน)             กรณี Satyam ทำให้ภาครัฐขึ้นมาเร่งจัดการกับปัญหาอย่างเร่งด่วน และยังได้ภาคเอกชนที่เข้มแข็งอย่าง CII และ NASSCOM หรือสมาคมผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แห่งชาติ (National Association of Software Services Companies) เข้ามาร่วมในคณะกรรมการปรับปรุงธรรมาภิบาลอย่างเป็นจริงเป็นจัง และทำให้กระทรวงนิติบุคคล (Ministry of Corporate Affairs: MCA) ถึงขั้นนำข้อแนะนำหลางอย่างของคณะกรรมการมาบรรจุอย่างเป็นทางการไว้ในการปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคล (Companies Act) ฉบับปี 2554 ซึ่งก็เท่ากับเป็นการนำหลักธรรมาภิบาลมากำหนดไว้เป็นข้อปฏิบัติที่มีผลทางกฎหมายสำหรับบริษัทอย่างชัดเจนนั่นเอง และทำให้หน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทหลักในการกำกับและขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในอินเดียในปัจจุบันก็คือ SEBI และ MCA              การปรับปรุงข้างต้นทำให้ผลการประเมินคะแนนด้านธรรมาภิบาลของอินเดียดีขึ้น แม้ว่าจะยังอยู่ในอันดับ 7 (แต่ก็นำหน้าจีนที่ตกลงไปอยู่ที่อันดับ 9 เนื่องจากคะแนนลดลง)              อุปสรรคใหญ่ๆ ด้านธรรมาภิบาลในอินเดียนั้นไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียมากนักกล่าคือ เรื่องการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากและทำให้ผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยเสียประโยชน์เรื่องการเฟ้นหากรรมการอิสระที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ตลอดจนเรื่องการทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลธรรมาภิบาลของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะระหว่าง SEBI กับ MCA             อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นฐานที่ดีและความร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด คาดว่าอินเดียน่าจะสามารถกลับมาอยู่แถวหน้าของธรรมาภิบาลในเอเชียได้ในเวลาอีกไม่นาน และน่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอินเดียในกรก้าวไปสู่ความเป็นหมายเลข 3 ด้านเศรษฐกิจของโลกได้เป็นอย่างดี             บทเรียนข้างต้นจากทั้งจีนและอินเดียบ่งบอกว่า “เอนรอน” กลับมาเกิดได้ในทุกประเทศและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายในระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วจนกระทั่งการกำกับดูแลตามไม่ทันทำได้ไม่ทั่วถึง และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการปลูกฝังสำนึกรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียให้ฝังแน่นในใจผู้บริหาร ควบคู่ไปกับการยกย่องและให้รางวัลการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจไม่มีรูปแบบใดที่ดีที่สุดที่เหมาะกับการใช้ในทุกประเทศ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่หากทุกบริษัทยึดหลักการเดียวกันของธรรมาภิบาล แม้รูปแบบการปฏิบัติจะแตกต่างกันไป นักลงทุนทั้งหลายก็คงสบายใจได้ว่าการเติบโตของบริษัทและเศรษฐกิจจะอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่ซื่อสัตย์ และอาจต้องร่วมกันรณรงค์คำขวัญใหม่ในทุกบริษัทขนาดใหญ่ว่า “เราจะเป็นเอนรอนโดยเด็ดขาด”

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณนะครับ ผมเห็นคอมเม้นท์คุณ เยอะเเยะเลยในงานเขียนของผม
ตั้งเเต่เดือน พฤษภาคม ถ้ามีอะไรก็ยินดีให้คำปรึกษาในงานเขียน นะครับ athippol-kon@hotmail.com big smile big smile big smile big smile big smile