ความสามารถในการมองเห็นของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด  ทำให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากชนิดหนึ่งได้  นั่นก็คือ  “แบคทีเรีย”  (bacteria)

12

               แบคทีเรีย  จุลินทรีย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก  มากที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  และยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่พบได้ในเกือบทุกสภาวะแวดล้อม   ทั้งดิน นำ อากาศ  และในสิ่งมีชีวิตด้วยกันอย่างพืช สัตว์ คน  หรือแม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ไม่ได้   เช่น ในน้ำพุร้อน  ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิเย็นจัด   บริเวณที่มีความเป็นกรดด่างสูง    หรือแม้กระทั่งในบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน 

               และผู้ที่ได้ทำการสังเกตจนค้นพบแบคทีเรียเป็นคนแรกนั่นก็คือ   อังตวน แวน เลเวนฮุค  (Antonie van Leeuwenhoek)  นักวิทยาศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์   

02

               แน่นอนว่าเลเวนฮุคจะค้นพบแบคทีเรียได้คงมีอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยในการมองเห็นแบคทีเรีย  ซึ่งก็คือ กล้องจุลทรรศน์  ซึ่งเขาได้ประดิษฐ์ขึ้นเองโดยเป็นกล้องจุลทรรศน์เลนส์เดียว  ที่เกิดจากการฝนเลนส์ขนาดเล็กเท่าหัวไม้ขีดไฟ   โดยใช้หลักการเดียวกับกาลิเลโอที่ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์   แต่แทนที่จะใช้มองสิ่งที่อยู่ไกล กลับใช้มองสิ่งใกล้ ๆ   กล้องจุลทรรศน์ของเลเวนฮุคใช้เลนส์นูน 2 อัน ซ้อนกันประกบติดไว้กับโลหะ 2 ชิ้น  ด้านบนเป็นช่องมองและมีด้ามสำหรับถือ   และที่สำคัญยังมีสกูร  ไว้ปรับความคมชัดของภาพอีกด้วย   ทำให้กล้องของเขามีกำลังขยายมากถึง 300 เท่าเลยทีเดียว 

01

               เมื่อเลเวนฮุคประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์เสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็นำไปส่องทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสงสัย  ไม้เว้นแม้แต่กระทั่ง  คราบพลัคบนผิวฟันของเขา  หรือที่เราเรียกกันว่า  ขี้ฟัน  นั่นเอง 

              เลเวนฮุคได้นำขี้ฟันของเขามาส่องมองด้วยกล้องจุลทรรศน์  และในที่สุดเขาก็ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง  ซึ่งเขาเรียกมันว่า “แอนิมิกุล” (animacule)   เพราะคิดว่ามันดูเหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ

11

               จนกระทั่งวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.1683  เลเวนฮุคจึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังราชสมาคมแห่งลอนดอน   (The Royal Society of London)  อธิบายถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เขาได้ค้นพบนี้  ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เลเวนฮุคได้ค้นพบนั่นคือ “แบคทีเรีย” นั่นเอง

13

               แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตที่พบได้ทุกหนทุกแห่งบนโลก  ส่วนใหญ่มีเซลล์เดียว (unicellular)   และมีขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.3-2 ไมโครเมตร  (1 ไมโครเมตร = 0.001 มิลลิเมตร)  ทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

               รูปร่างของแบคทีเรียโดยทั่วไปจะมี  3 แบบคือ รูปกลม (coccus)   รูปแท่ง (bacillus)  และรูปเกลียว (spiral)  มีการเรียงตัวเป็นเซลล์เดี่ยว   ต่อกันเป็นสาย (chain)  อยู่เป็นคู่ (pair)  หรือเป็นกลุ่ม (cluster)  หลังจากการแบ่งเซลล์

 

06

 

              โครงสร้างของแบคทีเรียประกอบไปด้วยผนังเซลล์  (cell wall)  เยื่อหุ้มเซลล์  (plasma membrane)   ซึ่งจะห่อหุ้มไซโตพลาสซึมที่ภายในมีออร์แกเนลล์หลายชนิด  ที่สำคัญคือไรโบโซม (ribosome)  มีหน้าที่ในการสร้างโปรตีน  และมีนิวคลิออย (nucleoid)  ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมคือ DNA ที่ไม่มีเยื่อหุ้มซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชั้นสูง

09

               นอกจากนี้แบคทีเรียยังมีแฟลกเจลลา (flagella)  ทำหน้าที่ในการเคลื่อนที่  หรือพิลไล (pili) ใช้ในการเกาะติดกับพื้นผิว   และบางชนิดยังสามารถสร้างแคปซูลและสร้างสปอร์เพื่อทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

               ส่วนการเจริญเติบโตของแบคทีเรียนั้น  ส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะเหมาะสมที่อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส   โดยมีการแบ่งตัวแบบทวิภาคจาก 1 เป็น 2 และจาก 2 เป็น 4 ไปเรื่อย ๆ  เรียกการแบ่งตัวแบบนี้ว่า “ไบนารี ฟิสชั่น” (binary fission)

       

               นอกจากนี้เลเวนฮุคยังได้ทำการศึกษาธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเขาทั้งพืช  แมลง  ขนสัตว์  หรือบ่อน้ำที่ขังอยู่ตามท้องถนน  ทำให้เขาค้นพบสิ่งชีวิตที่เป็นจุลินทรีย์มากมาย  จนทำให้เลเวนฮุคได้รับการกล่าวขานว่าเป็น  "บิดาแห่งจุลชีววิทยา"  และถือว่าเป็นนักชีววิทยาคนแรกของโลกด้วย

microbiologist

        การค้นพบของเลเวนฮุคนับว่าเป็นการจุดประกายให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเกิดความสนใจที่จะศึกษาสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้มากขึ้น  จนเกิดเป็นการศึกษาทางชีววิทยาแขนงใหม่ในปัจจุบันที่เรียกกันว่า “จุลชีววิทยา”  (microbiology)

 

 

 

อ้างอิง - http://th.wikipedia.org/wiki/อังตวน_แวน_เลเวนฮุค - http://www.todayinsci.com/9/9_17.htm - สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  http://siweb.dss.go.th/ - http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/BP1/Program/chapter3/p1.html

Comment

Comment:

Tweet